Ray-Ban เป็นแบรนด์ของแว่นตากันแดด และแว่นตา ที่ผลิตขึ้นที่ Rochester, New York ในปี 1937 โดย บริษัท Bausch & Lomb ของสหรัฐอเมริกา ส่วนบริษัท Bausch & Lomb นี่ ตั้งขึ้นเมื่อปี 1853 นะครับ ก่อนจะทำ Ray-Ban ตัวแรกนานโขครับ

บริษัท Bausch & Lomb ใน Rochester, New York
โดยมีรุ่นสร้างชื่อให้กับแว่น Ray-Ban คือรุ่น Wayfarer และ Aviator ในปี 1999 บริษัท Bausch & Lomb ขาย แบรนด์ Ray-Ban ให้กับกลุ่มบริษัท Luxottica ของอิตาลีด้วยมูลค่า 640 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ

บริษัท Luxottica ใน Agordo, Italy ก่อตั้งเมื่อปี 1961
ย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่ 1930 เมื่อเครื่องบินยุคใหม่ที่มีคนขับได้รับอนุญาตให้บินได้สูงและไกลมากขึ้น นักบินกองทัพสหรัฐ ต้องเผชิญกับสภาวะที่มีแสงจ้าจากดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้นักบินกองทัพสหรัฐมีอาการเจ็บป่วยสูงขึ้น


พลโท John MacCready
ในปี 1929 กองทัพอากาศสหรัฐพลโท John MacCready ได้ติดต่อสอบถามบริษัท Bausch & Lomb ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อสร้างแว่นกันแดดบินที่จะช่วยลดอาการปวดหัวและประสบการณ์เลวร้ายของนักบินที่เกิดจากสีฟ้าที่รุนแรงและ เฉดสีสีขาวของท้องฟ้า โดยใช้เลนส์แก้วต้นแบบที่สร้างขึ้นในปี 1936 และเป็นที่รู้จักเป็น 'ป้องกันแสงสะท้อน' โดยในระยะแรกตัวแว่นจะมีกรอบเป็นพลาสติกและเลนส์สีเขียวที่สามารถตัดแสงจ้าโดยไม่ปิดบังวิสัยทัศน์ ต่อปีต่อมาจึงได้พัฒนาแว่นตากันแดด เป็นกรอบโลหะ และบริษัท Bausch & Lomb ได้ออกสิทธิบัตรในชื่อว่า 'Ray-Ban Aviator' เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1937 ถือเป็นการเปิดศักราชของแว่นทรงนักบิน หรือทรง Aviator นั่นเอง
ในปี 1939 Ray-Ban เปิดตัวรุ่นใหม่ของนักบินที่เรียกว่าทรง Outdoorsman ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มที่เฉพาะเจาะจง เช่น การล่าสัตว์ การประมง การถ่ายภาพที่ชื่นชอบและให้ความสำคัญเป็นแถบด้านบนที่เรียกว่า "บาร์เหงื่อ" ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อกันเหงื่อไม่ให้เข้าตาผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับขาแว่น ซึ่งแตกต่างจากทรง Aviator ที่มีมาก่อนหน้า
ในปี 1940 ได้เปิดตัวเลนส์ไล่โทนสี โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การเคลือบสีเลนส์ โดยเลนส์จะมีความเข้มที่ส่วนบนของเลนส์สำหรับการป้องกันที่เพิ่มขึ้น แต่ส่วนล่างของเลนส์เคลือบผิวสีจางๆ สำหรับมุมมองที่ชัดเจนของแผงหน้าปัดเครื่องบิน

James Dean
ในปี 1952 Ray-Ban สร้างอีกสไตล์คลาสสิกในชื่อว่า Wayfarer โดยใช้กรอบเป็นพลาสติก ไม่ช้าแว่นทรงนี้ก็กลายเป็นที่นิยมใน Hollywood เมื่อ James Dean ใส่ในระหว่างการแสดงภาพยนตร์เรื่องรองสุดท้ายก่อนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยรับบทเป็น Jim Stark ในเรื่อง Rebel Without a Cause (ชื่อไทยๆ ว่า “วัยอันตราย” by Golf Hotspot) ในปี 1955 และในปี 1953 เลนส์มาตรฐานสีเขียว-เทา ที่คุ้นเคยในชื่อ G-15 ก็เปิดตัวขึ้นตามมา
นอกจากนี้ บริษัท Bausch & Lomb ยังเป็นผู้บุกเบิกแว่นตาแบบโค้งรับใบหน้า (Wrap-Around)
ในปี 1965 ก็ถึงคิวเปิดตัวของโมเดลใหม่ คือรุ่น Olympian I และ II และกลายเป็นที่นิยมเมื่อ Peter Fonda สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Easy Rider ในปี 1969

Peter Fonda ในเรื่อง Easy Rider
ในปี 1968 Ray-Ban ปล่อยรุ่น Balorama ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในฐานะแว่นตากันแดดของ Harold Francis "Dirty Harry" Callahan หรือ Harry Callahan ที่รับบทโดย Clint Eastwood ในภาพยนตร์เรื่อง Magnum Force เมื่อปี 1973 (ในชื่อไทยว่า “มือปราบปืนโหด ภาค 2” มันส์มากๆ ภาค 1 ชื่อว่า Dirty Harry ออกฉายในปี 1971 ครับ นอกเรื่องหน่อยครับ by Golf Hotspot)

Clint Eastwood รับบทเป็น Harry Callahan
แว่น Ray-Ban ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องในช่วงยุค 60s และ 70s (จนถึงปัจจุบันแหละครับ) และได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษ 1980 โดยได้ใช้ในภาพยนตร์ The Blues Brothers (ปี 1980)

The Blues Brothers
Risky Business (ชื่อไทยว่า “บริษัทรักไม่จำกัด” ปี 1983)

Risky Business
และพีคสุดๆ ในภาพยนตร์เรื่อง Top Gun (ชื่อไทยว่า “ฟ้าเหนือฟ้า” ปี 1986) ที่นำแสดงโดย Tom Cruise (by Golf Hotspot)

Top Gun
ในทศวรรษที่ 90s Ray-Ban ต้องต่อสู้กับแฟชั่นจากช่วงปี 1980 และคู่แข่ง เช่น Oakley จาก Foothill Ranch, California ที่เปิดตัวเมื่อปี 1975 กลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญ เนื่องจากได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยกว่า ทำให้ Ray-Ban ต้องดิ้นรนอย่างหนัก และในปี 1999 บริษัท Bausch & Lomb ของสหรัฐอเมริกา ก็ตัดสินใจที่จะขายแบรนด์ให้กับ กลุ่มบริษัท Luxottica ของอิตาลีด้วยมูลค่า 640 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่น Ray-Ban ได้ออกแบบรุ่นใหม่ๆ ออกมา เช่น Predators, Inertia, Prophecy, Gatsby, Sidestreet และ Cutters
Lenses
เลนส์หลักๆ ของ Ray-Ban ตั้งแต่อดีต (นับแต่เปิดตัวเลนส์ G-15 เมื่อปี 1953 นะครับ แต่ก่อนหน้านั้นทุกตัวก็เป็นเลนส์ป้องกันแสงสะท้อน ‘Anti-Glare’ อยู่แล้วครับ) มีอยู่ 7 ชนิด ด้วยกันครับ (ของ Ray-Ban เอง แบ่งไว้เป็น 4 ประเภท 12 ชนิด ครับ)
B-15 XLT ครั้งแรกเป็นเลนส์ที่ผลิตเพื่อนักบินของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา มีสีน้ำตาลอ่อน ป้องกันรังสี UV ได้ 100% และยอมให้แสงจากภายนอกผ่านได้ 15% โดยเพิ่มความคมชัดมากกว่าเลนส์ G-15 โดยการตัดปริมาณของแสงสีฟ้า
G-15 XLT มีคุณสมบัติเหมือนกับเลนส์ B-15 XLT ต่างกันตรงที่เลนส์ G-15 XLT จะมีสีเขียวอมเทา ทั้งยังมีความคมชัดน้อยกว่าเลนส์ B-15 XLT แต่จะให้สีและความสว่างของวัตถุ ที่นุ่มนวลและเป็นดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
Polarized เป็นเลนส์ที่มีระบบการป้องกันแสงในแนวตั้ง เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจากผู้ที่ชื่นชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง เช่น ขี่จักรยาน, วิ่ง, นักกอล์ฟ นอกจากนี้ยังมีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานในร่มและสามารถสวมใส่โดยคนที่มีตามีความไวต่อแสง รวมทั้งผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจก และผู้ที่สัมผัสกับแสงสว่างอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีผลต่อการต่อการมองเห็นของจอแสดงผลของจอภาพที่ผลิตโดยผลึกเหลว (LCDs) ที่พบในจอแสดงผลของเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น หน้าจอเครื่อง ATM โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
Photochromic เป็นเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ในสภาวะแสงที่แตกต่างกัน คือ จะใสในที่มีแสงน้อย และจะมีสีเข้มขึ้น (ไม่ดำปี๋นะครับ) ในที่มีแสงเข้ม แต่ก็สามารถป้องกันแสง UV ได้ 100% เลนส์ชนิดนี้ช่วยให้เกิดความสะดวกด้วยการไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นกันแดดตามสภาวะแสง กล่าวคือ สามารถใส่ไว้ได้ตลอดเวลา มีทั้งชนิดเลนส์จาก polycarbonate และเลนส์กระจก ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการมีปัญหาทางสายตา เช่น ต้อลม ต้อกระจกได้เป็นอย่างดี
Gradient เลนส์ชนิดไล่โทนสี เป็นประเภทของเลนส์ ที่มีสีเข้มที่ด้านบนของเลนส์ และมีสีอ่อนที่ด้านล่างของเลนส์ เทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาสำหรับนักบินในกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา เพื่อสะดวกต่อการมองแผงควบคุมในห้องนักบิน ในขณะเดียวกันก็สามารถปกป้องดวงตาจากรังสี UV ได้ 100% อีกด้วย
Ambermatic เป็นเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนสีได้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยเลนส์จะมีสีทองเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล นอกจากจะสามารถปกป้องดวงตาจากรังสี UV ได้ 100% แล้ว ยังช่วยเพิ่มความคมชัดและ รายละเอียดของวัตถุ โดยถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นกีฬาฤดูหนาว เปิดตัวครั้งแรก ในปี 1978 เพื่อที่จะให้นักกีฬาใช้ในโอลิมปิกฤดูหนาวที่สหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพในปี 1980 ที่ Lake Placid, New York เลนส์ Ambermatic มีความคล้ายคลึงกับ เลนส์ Photochromic แต่จะมีแค่สีเดียวครับ (สีทอง)
Mirror เป็นเลนส์ที่ฉาบผิวด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ผ่านกระบวนการทางโลหะออกไซด์ ถึงระดับโมเลกุล บ้านเรารู้จักในชื่อว่า "เลนส์ปรอท" เป็นเลนส์ที่พัฒนาขึ้นมาภายหลังครับ
Frame
แว่นตา Ray-Ban ได้ทดลองใช้วัสดุเพื่อผลิตกรอบแว่นที่มีคุณภาพ และคุณสมบัติแตกต่างกัน จนถึงปัจจุบันนี้ Ray-Ban ใช้วัสดุในการผลิตกรอบแว่นคุณภาพ ดังนี้
Memo -Ray ที่มีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และเบา
Carbon Fiber มีความแข็งแรง และมีน้ำหนักเบา
Light Ray เบา และแข็งแกร่ง ทั้งยังป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ด้วย
Liteforce เป็นพลาสติกที่ทนทาน แข็งแรง และมีน้ำหนักเบา
Titanium เบากว่าเหล็ก 50% แต่มีความแข็งแกร่งกว่าโลหะ 50% และเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้